เพลงที่เปิดอยู่หน้าเว็บHi5 ของผมอยู่ในขณะนี้ เป็นเพลงของ “Eric Clapton” สุดยอดมือกีตาร์คลาสสิกตลอดกาล ได้แต่งให้กับลูกชายที่ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต เพลงนี้มีชื่อว่า “Tear in heaven”
ตอนประมาณ ม.1 เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังเพลงนี้ มีความรู้สึกว่า ก็เป็นเพลงฝรั่งที่เพราะดีนะ...แต่มารู้สึก”อิน” มากๆ ก็ตอนที่ทีมข่าว ช่อง 7 นำเพลงนี้มาเป็นมิวสิควิดีโอประกอบภาพการจากไปของนักพากษ์กีฬาชื่อดัง นั่นก็คือ ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา
เมื่อได้กลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้งทำให้ผมระลึกถึง อา ย.โย่งขึ้นมาทันที ซึ่งช่วงเวลาที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของอา ย.โย่ง ผมยังจำได้อย่างแม่นยำ
วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2540 วันนั้นเป็นวันสอบไล่ วันที่ 2 ของนักเรียนชั้น ม.ต้น โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย ผมตื่นขึ้นมาตอนเวลาตีห้า สี่สิบห้านาที เพื่อมาดูข่าวกีฬาของช่อง 7 แต่พอเปิดทีวีปุ๊บ ก็เห็นภาพการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ ตัดสลับกันไปมาหลายคู่ พร้อมมีเสียงอา ย.โย่ง เป็นคนพากษ์ และยังมีภาพประวัติของอา ย.โย่งอีกด้วย ตอนนั้นในใจผมคิดว่า ทางช่อง 7 คงต้องการทำสกู๊ปของผู้ประกาศข่าวแหงๆ
แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดครับ เมื่อภาพสุดท้ายที่ตัดมาเป็นภาพอา ย.โย่ง นั่งอ่านข่าวอยู่ที่โต๊ะ พร้อมมีเสียงผู้บรรยายแทรกมาว่า...”.....นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา……”
พอได้ยินดังนั้น เนื้อตัวผมมันชาไปหมด แทบจะหมดแรงไปเลยทีเดียว คำพูดแรกที่ผมพูดได้ คือ เรียกแม่มาดูทีวี แล้วบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนตกใจกับแม่ว่า” แม่ๆๆๆ ย.โย่ง ตายแล้ว”......เชื่อไม๊ครับว่า แม่ผมคุกเข่ายกมือไหว้ท่วมหัวพร้อมกับร้องไห้ออกมาราวกับสูญเสียญาติสนิทมิตรสหายไป...
วันนั้นทั้งวันผมแทบไม่มีสมาธิทำข้อสอบเลย ดีนะว่าวันนั้น เป็นเพียงวิชาสังคม กับวิชาสุขศึกษา ถ้าเป็น คณิต อังกฤษ ภาษาไทย ผมคงสอบตกแน่ๆ
กลับมาบ้านก็ยังนั่งคิดถึงวันที่ผมติดตามบอลช่วงแรกๆ ตอนนั้น อา ย.โย่ง ก็เป็นเทพ ของการพากษ์กีฬาไปแล้ว ซึ่งผมก็หลงใหลในน้ำเสียงแหบๆ ทุ้มๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของอา ย.โย่ง เป็นอย่างมาก อีกทั้งมีเรื่องฮาๆคือ เวลาอ่านข่าวกีฬาอา ย.โย่งจะใส่เสื้อสูทผูกเนคไทอย่างดี แต่ท่อนล่างเป็นกางเกงกีฬาขาสั้น รองเท้าผ้าใบ เพราะอา ย.โย่ง ชอบตีเทนนิสช่วงเย็นๆ กับคุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ คุณพิษณุ นิลกลัด และทีมงานช่อง 7 เสมอๆ
จนวาระสุดท้ายของชีวิต อา ย.โย่ง ก็ยังตีเทนนิส ตอนเย็น ก่อนไปอ่านข่าวเช่นเคย แต่คราวนี้เล่นไม่จบเกม อา ย.โย่งเกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมาซะก่อน และสุดท้ายก็ไปเสียชีวิตที่ ร.พ. เปาโล สะพานควาย ทั้งๆที่คืนวันนั้นเป็นเวรอ่านข่าวของอา ย .โย่งซะด้วย
นอกจากชื่อของอา ย. โย่ง จะเป็นเทพ เป็นที่หนึ่งของการพากษ์กีฬาแล้ว......อีกสิ่งหนึ่งที่อา ย. โย่งทำได้ดีไม่แพ้กัน คือ การเป็นนักเขียน และคอลัมส์ที่สร้างชื่อให้กับอา ย.โย่งมากที่สุดคือ คอลัมส์ คัมภีร์ฟุตบอล ในหนังสือสตาร์ ซอคเกอร์ รายสัปดาห์ เป็นคอลัมส์ที่มีไว้สำหรับ แฟนๆส่งจดหมายมาถามเกี่ยวกับฟุตบอล ฟุตบอล แล้วก็ฟุตบอล
ซึ่งอา ย.โย่งทำหน้าที่ตอบจดหมายได้เป็นอย่างดี แม้ว่าคำถามนั้นจะซ้ำๆ เดิมๆ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการเบื่อหน่ายเลย แถมยังมีคติสอนให้กับน้องๆหลานๆอีกด้วย โดยเฉพาะเรื่องการพนัน ที่อา ย.โย่ง ไม่เห็นด้วยอย่างแรง เช่น มีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนไปถามว่า.....”อยากให้อา ย.โย่งอธิบายคำว่า ต่อครึ่งลูก หน่อยครับว่าหมายความว่ายังไง “.......อา ย.โย่งตอบกลับไปว่า “ อันนี้อาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะอาไม่เคยเล่นการพนัน เพราะมันจะมีแต่ทำให้เราเสียกับเสีย ทางที่ดีหลานตั้งใจเรียนหนังสือดีกว่า อย่าไปยุ่งกับการพนันเลย”
อา ย.โยงแก แอนตี้เรื่องการพนันมากๆครับ ผมจำได้ว่า ช่วงฟุตบอลยูโร 1996 ตอนนั้นการพนันบอลระบาดมาก อา ย.โย่งเลยเขียนลงในบทความของอาว่า....”ถ้าอยากเล่นพนันก็ขอให้เล่นอยู่กับบ้านนะ เล่นกับคุณพ่อก็ได้ โดยอามีวิธีดังนี้ เตรียมกระปุกออมสิน เตรียมเหรียญบาท(เยอะๆ) พอเกมผ่านไป 1 นาที ก็ให้หยอดเหรียญบาทไป 1 เหรียญ โดยผลัดกันหยอด เช่น ลูกหยอดนาทีที่1 พ่อหยอดนาทีที่2 ลูกหยอดนาทีที่ 3 ต่อไปเรื่อยๆจนจบเกม 90นาที แต่การที่ใครจะได้หรือเสียมันอยู่ที่ว่า ถ้ามีการทำประตูในนาทีที่ใครหยอดเหรียญ คนนั้นก็จะได้เงินทั้งกระปุกที่ได้หยอดไปแล้ว สมมติมีการทำประตูนาทีที่89 โดยนาทีนั้นลูกเป็นคนหยอดเหรียญ ลูกก็จะได้เงิน89 บาทไปฝากธนาคารในวันรุ่งขึ้น....”
เป็นคำสอนที่เท่ห์มากๆ ถ้าอา ย.โย่งยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้แกจะรู้สึกอย่างไรที่หนังสือกีฬาปัจจุบันนี้ มีแต่ราคาต่อรองเต็มไปหมด แทบจะทุกเล่มเลยก็ว่าได้ แถมบางเล่มอา ย.โย่งก็เป็นผู้บุกเบิกซะด้วยสิ
ยิ่งพูด ยิ่งเขียนก็ยิ่งคิดถึงและใจหายครับ ที่วันนี้ไม่มี อา ย.โย่งอีกแล้ว
สุดท้ายผมอยากจะนำคำพูดของเพื่อนสนิทของอา ย.โย่งนั่นก็คือคุณพิษณุ นิลกลัด ที่ได้พูดไว้ตอนวันที่อา ย.โย่งเสียชีวิต ว่า
“.....โย่งเป็นทั้งคนดูกีฬา คนเล่นกีฬา คนพากษ์กีฬา คนที่อุทิศตนให้กับกีฬา จนวาระสุดท้าย ก็ยังมาตายในชุดกีฬา ช่างเป็นการตายที่ คลาสสิค เหลือเกิน....”